[BT] HBD Ametiar

posted on 07 Jun 2009 21:16 by ametiar  in Ametiar

ดองบล็อคไว้นานมากกกก ฮาๆ

วันนี้วันเกิดเอมิเลยมาอัพสักหน่อยค่ะ แต่ไม่ค่อยมีเวลา เลยจะอัพสั้นๆน่ะ

HBD นะ เอมิจัง ปีนี้อายุ 18 แล้วนะลูก >w< (เข้าคาสิโนอย่างถูกกฏหมายได้แล้วใช่มิ ฮาาาา)

อ่ะ แปะ

ไปละนะคะ ไม่ค่อยว่าง แต่หาเวลามาอัพ แฮะๆ ><

วันนี้บล็อคหลักก็ยังไม่ได้อัพเลย ฮา ทำกิจกรรมจูนไรท์แบบขาดๆเกินๆ orz = ="

เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ...

 

Part 1 - GlasirAlfheim

Part 2 - Li Fong

Part 3 - Gwin Alfort

Part 4 - Gael MacEmer

Part 5 - Skye Blandford

 

 The Mystery Incident - Unravel The Mystery ปิดฉากคดีปริศนา

 

วันที่ 17 มีนาคม 2009 - 18 นาฬิกา

ทั้งๆที่เมื่อกี้เธอกำลังเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์กับสกายอยู่แท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้เกิดเรื่องน่าเบื่อแบบนี้ขึ้นมาได้...

เอมิมองดูหน้าตำรวจทั้งสามนายอย่างค่อนข้างรู้สึกเบื่อหน่าย กับการต้องมาโดนซักถามไปมาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง จนเธอสักจะรำคาญที่จะตอบคำถามเดิมๆช้ำๆซากๆเหล่านั้นเต็มทน

“มันอะไรกันนักกันหนา! ถ้าเรื่องมากนักทำไมไม่ไปถามกลัซให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยละ” นายตำรวจทั้งสามชะงักนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยกับท่าทางของสาวน้อยที่อยู่ๆก็โพร่งขึ้นมา

“เอ่อ... ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเขาก็ไม่พูดอะไรเลย... แถมตอนนี้ก็กำลังพักรักษาตัวอยู่ หมอสั่งห้ามไม่ให้เข้าเยี่ยม” ตำรวจร่างเล็กคนหนึ่งบอก

เอมิถอนหายใจเฮือกเมื่อได้ยินดังนั้น “เฮ้อ เอาเถอะ...” เธอหันไปมองชายหนุ่มอีกสองคนในห้องที่ทำหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะหันกลับมามองสกาย เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักที่เห็นเพื่อนมีท่าทางเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เด็กสาวจึงมองไปรอบๆอีกครั้ง ก่อนจะลุกยืนขึ้น...

“นี่เป็นบันทึกคดีสินะ” เด็กสาวคว้าปึกกระดาษในมือของตำรวจนายหนึ่งมาอย่างไม่หวาดเกรง ก่อนจะกวาดสายตาอ่านแบบรวกๆ

“เฮ้ย!! เดี๋ยวสิ!!” ตำรวจนายนั้นท่าทางจะคว้าเอาปึกกระดาษคืน แต่ไวไม่เท่าสาวน้อยตรงหน้าที่ขยับตัวหลบทั้งที่สายตายังไม่ละจากหนังสือ

จากที่อ่านๆดู เธอจึงพอเดาเหตุการคร่าวๆได้ความว่า

วันนี้เวลาประมาณ 12 นาฬิกา 05 นาที กลัซซึงอยู่ในห้องของตัวเอง ได้ถูกใครบางคนลอบทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนต้องเข้าโรงพยาบาล

คนที่เข้าไปพบกลัซคนแรกคือ เกล...กับหนูตะเพา ซึ่งให้การว่าไปซ่อมท่อ
คนที่สองคือ หลี่ ฟง ให้การว่าได้ยินเสียงร้องหลังกลับมาถึงอพาตเมนต์
คนที่สามคือ กวิณ ซึ่งตามไปดูเพราะได้ยินเสียงเอะอะ
และอีกสองคนสุดท้ายคือ ป้ามากาเร็ต กับนีดฮอกก์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกลัซ

หลังอ่านจบ นายตำรวจก็คว้าเอาปึกกระดาษคืนไป

“อะไรกันยายเด็กนี่ คิดจะขัดขวางการทำงานของเจ้าพนักงานอีกคนรึไง” นายตำรวจท่าทางหัวเสีย แต่เอมิก็ไม่ได้สนใจกระดาษปึกนั้นอีกต่อไป

เด็กสาวทำท่าครุ่มคิดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางตำรวจคนเมื่อกี้ “นี่คุณตำรวจ... ในห้องกลัซ ไม่มีรอยนิ้วมือของสามคนนี้ติดอยู่เลยใช่ไหม”

นายตำรวจขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยอมตอบคำถามแต่โดยดี “เท่าที่ตรวจสอบดู นอกจากรอยนิ้วมือของแมคอาแวร์ที่ติดอยู่กับที่จับประตู ก็ไม่มีรอยนิ้วมือของคนอื่นนอกจากผู้เสียหายเลย”

“แล้ว... นอกจากเลื่อยแล้ว เกลมีของอะไรติดตัวอีกบ้างรึเปล่า... อย่างพวกผ้าเช็ดหน้า เศษผ้า หรืออะไรประมาณนั้น” เอมิยังคงถามต่อไป

“พวกเราตรวจสอบมาหมดแล้ว ของแบบนั้นน่ะไม่มีหรอก” ตำรวจอีกนายเสริมขึ้น

เอมินิ่งคิดอีกเล็กน้อย ก่อนจะมองหาใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้น “นี่คุณตำรวจ นีดฮอกก์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกลัซไปไหนแล้วละ”

“ถ้าคนนั้นละก็ รู้สึกจะไปเยี่ยมเด็กหนุ่มที่เป็นผู้เสียหายที่โรงพยาบาลนะ” ตำรวจร่างเล็กบอก

“งั้น ช่วยติดต่อให้ทีสิ”

“จะติดต่อเด็กคนนั้นไปทำไมรึ” ตำรวจคนนั้นยังคงถามด้วยน้ำเสียงแปลกๆ

“เอาเหอะน่า บอกให้ติดต่อก็ติดต่อสิ” ปากพูดไปแบบนั้น แต่เด็กสาวไม่รอช้า เธอเดินไปหาโทรศัพที่ใกล้ที่สุดแล้วยกหูขึ้นเองอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะถามเบอร์โรงพยาบาลจากนายตำรวจ

เอมิจัดการติดต่อเรียกตัวนีดฮอกก์มาพูดสายด้วยตัวเองเสร็จสรรพ

“ฮัลโหล นีดฮอกก์ใช่ไหม”

“ครับ ใครครับ”

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ขอถามอะไรหน่อยนะ” เอมิพูด แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบตกลง เด็กสาวก็ต่อบทชะเองราวกับไม่ได้ต้องการคำตอบรับตั้งแต่แรก “ตอนเกิดเหตุได้คุยกับกลัซเป็นคนสุดท้ายสินะ... ตอนนั้นหลังจากกลัซเชิญให้ใครบางคนเข้ามาในห้อง ก็ได้ยินเสียงร้องเลยใช่ไหม”

“เอ่อ... ใช่ครับ”

“งั้นอีกคำถามหนึ่ง... ตอนนั้นกลัซเขากำลังหากระเป๋าตังค์อยู่สินะ?”

“เอ่อ... ใช่” ปลายสายตอบกลับมาหลังจากนิ่งคิดเล็กน้อย “เห็นบอกว่า เอาไปวางไว้ตรงไหน อะไรแบบนี้น่ะครับ”

เมื่อได้ยินดังนั้น เอมิก็ยิ้มแหย่ๆ ทำหน้าเซ็งเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำตอบที่อยู่ในใจ “เอ่อ ขอบใจมากนะ แค่นี้ละ” พูดจบเธอก็วางสายไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆห้อง และพบว่าต่างคนต่างมองมาที่เธอเช่นเดียวกัน

เด็กสาวถอนหายใจเฮือก ก่อนจะหันไปที่สกาย

“สกาย กลับเหอะ” เอมิดึงแขนเพื่อน เพื่อจะได้ออกไปจากเรื่องวุ่นๆที่น่าเบื่อนี้เสียที

“เอ๋? ด..เดี๋ยวสิ เอมิ”

แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะออกไปจากห้องนั้น ร่างสูงของใครบางคนที่เอมิจำได้ว่าเป็นเจ้าของร้านน้ำชาก็มายืนขวางไว้เสียก่อน

“ดูเหมือนเธอจะรู้อะไรสินะ...” แววตาเฉยชาดูไร้อารมณ์แต่แฝงแววหงุดหงิดอยู่ลึกๆจ้องมองมาที่เด็กสาว “ช่วยบอกตำรวจพวกนั้นที่สิว่าฉันบริสุทธิ์ จะได้กลับบ้านได้สักที”

เอมินิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเผยยิ้มออกมา “เท่าไหร่ละ”

“...?” กวิณขมวดคิ้วเล็กน้อยท่าทางไม่สบอารมณ์

“ฉันพอรู้คำตอบของเรื่องทั้งหมดนี่แล้วก็จริง แต่ไม่บอกให้ฟรีๆหรอกนะ เพราะถึงฉันบอกไปก็ไม่เห็นจะเป็นผลดีอะไรกับฉันสักหน่อยจริงไหม” เอมิพูดต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม “ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่ได้ละนะ”

“เดี๋ยวเถอะ ถ้ารู้อะไรก็บอกมาสิ ไม่งั้นจะเป็นการขัดขวางการสืบสวนคดีนะ” นายตำรวจที่อยู่ข้างหลังท้วงขึ้น

“แต่เรื่องที่ฉันจะพูดหรือไม่พูดมันก็เป็นสิทธิ์ของฉันนี่” เธอยักไหล่

“เดี๋ยวสิเอมิ ทำแบบนี้จะดีเหรอ เดี๋ยวพวกเขาก็โกรธหรอก” สกายหันมากระซิบ “โดยเฉพาะคุณกวิณ ท่าทางน่ากลัวกว่าปกตินะ...”

“ไม่เป็นไรๆ งานของฉันก็เป็นทรุกิจอย่างหนึ่งนะ แค่นี้สบายมาก” เด็กสาวยิ้มให้

“เฮ้! ให้ฉันจ่ายคนเดียวก็ขาดทุนแย่สิ แล้วเจ้าตำรวจพวกนั้น กับฟงแล้วก็เกลละ!?” พอหันกลับไปทางฟง ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วพูดออกมาเบาๆ

“ก็ได้ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าความจริงมันเป็นยังไงกันแน่...”

“แล้วพวกคุณตำรวจละ..?” เอมิถาม แต่พวกเขาก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หันไปคุยกันอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยเชื่อใจเด็กสาวคนนี้สักเท่าไหร่นัก และทำท่าจะปฏิเสธ แต่ทว่า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“น่าสนุกดีนี่... ผมเองก็อยากฟังคำสันนิษฐานของคุณเหมือนกัน” ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องด้วยมาดนิ่งขรึม เขาขยับกรอบแว่นให้กระชับ ก่อนพูดต่อ “แต่ถ้ามันไม่ช่วยครี่คลายคดี มันก็เป็นอีกเรื่องนะครับ”

“คำสันนิษฐานของฉันไม่มีทางพลาดหรอกนะ คุณตำรวจดิอัส”เอมิยิ้มบางๆ เธอมองดูตำรวจหนุ่มตรงหน้า “แต่บอกไว้ก่อนนะ จริงๆมันออกจะงี่เง่า... ไม่รู้ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงได้กลายเป็นคดีซับซ้อนขึ้นมาได้” เด็กสาวถอนหายใจเฮือก “เอาเถอะ ถ้าตกลงกันได้แล้ว ก็ช่วยเรียกทุกคนที่เกี่ยวข้องมารวมตัวกันหน่อยนะ ฉันจะครี่คลายคดีนี้ให้เอง!”

...

หลังจากเวลาผ่านไปได้สักพัก ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี นอกจากกลัซที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ ก็ถูกเรียกมารวมตัวกัน ทั้งเกล และนีดฮอกก์ที่เพิ่งมาจากโรงพยาบาล รวมถึงป้ามากาเร็ตซึ่งมาถึงตั้งแต่ยังไม่ได้โทรตาม และเจ้าหนูตะเภาซึ่งนั่งอยูตรงมุมหนึ่งของห้อง

“นี่ ตกลงสามคนนั้นเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดจริงๆใช่ไหมคะ!! อิฉันว่าแล้วววเชียว พวกนี่มันต้องทำเป็นขบวนการแน่ๆ!!” มาถึงปุ๊บ ป้ามากาเร็ตก็กระซิบกระซาบเสียงดังกับตำรวจทั้งสามนาย

“ผมก็ว่างั้นนะครับป้า โดยเฉพาะแมคอาแวร์ ต้องเป็นฆาตกรโรคจิตแน่ๆ ขนาดกดดันมันยังไม่ยอมรับสารภาพเลย นี่ถึงขนาดใช้หมาเป็นเครื่องมือ เลวจริงๆ!”

“คุณตำรวจก็รู้เรื่องนั้นหรือคะ” เสียงของป้าเบาลงพอสมควร “นี่ รู้แล้วเหยียบไว้เลยนะคะ! ได้ยินมาว่าคุณเกลเขาหนีคดีฆาตกรรมหั่นศพโหดหวีดสยองเลือดสาดมาหลบซ่อนที่เมืองเล็กๆนี่ละค่ะ เรื่องจริงนะค้า!!”

“นั่นไงละ! ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ!!”

“เอ่อนี่ พวกคุณจะคุยกันอีกนานไหมครับ จะได้เริ่มการครี่คลายคดีเสียที”ดิอัสกระแอมไอเบาๆพลางเหลือบมองเกลผู้ถูกนินทาระยะเผาขนซึ่งนั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก

“เอ่อ ขอโทษครับคุณดิอัส”

“ตายจริง อิฉันขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวต้องไปบอกทุกคนว่าพวกฆาตกรโรคจิตถูกจับตัวได้แล้ว แบบนี้เมืองคงสงบสุขขึ้นเยอะเลยนะคะเนี่ย” พูดจบป้าแกก็ผละจากห้องนั้นไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาหลายคนที่อยู่ในห้องนั้นรู้สึกเหนื่อยใจไปตามๆกัน

...สรุปแล้ว ป้าแกมาทำไมเนี่ย...

“เอาละ ทีนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมดนอกจากกลัซ ก็มารวมตัวกันแล้วสินะ (ยกเว้นป้ามากาเร็ตไว้คนหนึ่ง)” เอมิมองดูผู้ต้องสงสัยทั้งหมด รวมถึงตำรวจที่เกี่ยวข้อง

“ก่อนอื่นขอพูดถึงเรื่องของกระเป๋าใบนี้ก่อนละนะ” เด็กสาวชูกระเป๋าของกลัซที่แอบจิ๊กมาจากมือตำรวจให้ทุกคนได้ดู “นี่เป็นกระเป๋าเงินของกลัซซึ่งหายไปจากที่เกิดเหตุ... ดูเผินๆอาจเหมือนกับว่าคนร้ายโขมยมันออกไปหลังจากทำร้ายกลัซแล้ว... แต่ว่า เงินในกระเป๋าใบนี้ยังไม่ได้ถูกดึงออกไป แสดงว่าคนร้ายไม่ได้ต้องการเงินในกระเป๋า แต่เป็นสิ่งอื่นมากกว่า”

ตำรวจร่างใหญ่คนหนึ่งขมวดคิ้วสงสัย “ถ้าไม่ใช่เงิน แล้วคนร้ายมันต้องการอะไรกันละ?”

เอมิยิ้มบางๆก่อนหันไปทางฟง “จากคำให้การของฟง บอกว่าเห็นหนูตะเภาคาบออะไรบางอย่าง ตอนกำลังไปที่ห้องกลัซสินะ” ชายหนุ่มชาวเอเชียพยักหน้าเล็กน้อย “สรุปแล้ว คนร้ายที่โขมยกระเป๋าเงินออกมา ก็คือหนูตะเภานั่นเอง” เอมิชี้ไปที่หนูตะเภาที่นั่งอยู่ข้างๆ

‘โฮ่ง’ เจ้าหนูตะเภาเห่าตอบรับ เมื่อได้ยินชื่อของมันพร้อมกระดิกหางเมื่อเห็นว่าทุกคนหันมาสนใจ

“หา... คนร้ายคือหมาเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าคุณแมคอาแวร์ใช้ให้มันไปโขมยเงินมารึไง” ตำรวจคนนั้นยังคงไม่เชื่อใจ

“ไม่ใช่หรอก ถ้าเกลฝึกให้หนูตะเภาทำแบบนั้นจริง กระเป๋าเงินนี้คงจะมาไม่ถึงมือพวกเราหรอก... การที่เจ้าหนูตะเภาคาบสิ่งนี้มา คงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญไม่ผิดแน่” เอมิตอบ “บางทีกลัซคงจะลืมกระเป๋าเอาไว้ในกล่องอาหารสุนัขที่หมดแล้ว จากนั้นเจ้าหนูตะเภาก็ไปคาบมันออกมาจากที่เกิดเหตุ”

“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คดีนี้ก็ไม่ใช่คดีปล้นทรัพย์สินะ” ดิอัสเอ่ยขึ้น พร่างทำหน้าครุ่มคิด

“ใช่” เอมิตอบ “ถ้านี่ไม่ใช่การปล้นทรัพย์ แล้วคนร้ายในคดีนี้เป็นใครกันแน่... จากนี้จะขอพูดถึงกรณีที่คนร้ายเป็นคนอื่นก่อนละนะ... จะเป็นไปได้ไหม ถ้าจะมีใครบางคนลอบเข้ามาในห้องขณะที่กลัซกำลังเผลอ แล้วทุบเขาด้วยแจกัน” เด็กสาวตั้งข้อสงสัยขึ้น “แต่ทันที ๆ ได้ยินเสียงร้อง ฟงก็วิ่งไปที่เกิดเหตุในทันที และคนที่อยู่ที่นั่นก่อนแล้วคือเกล ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่คนร้ายจะหนีออกมาได้โดยที่ไม่มีใครพบเห็น ดังนั้นกรณีนี้จึงถูกตัดออกไป...

ถ้าอย่างนั้น เกลที่น่าจะอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นคนแรก แทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของกลัซ จึงน่าจะเป็นคนที่ลงมืออย่างไม่ต้องสงสัย”

“นั่นไง ว่าแล้วเชียว! เจ้านี่เป็นฆาตกรจริงๆสินะ!” นายตำรวจร่างใหญ่ชี้ไปที่เกล ทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองหน้าสาวน้อยนักสืบอย่างรู้สึกใจเสีย

“ผม..ไม่ได้ทำนะ” เขาก้มหน้างุด พายายามยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่น่าเศร้าที่แทบไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาเลย...

“ยังจะมาแก้ตัวอีกรึเจ้าฆาตกร!!”

“ไม่จริงใช่ไหม เอมิ” สกายหันมาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แต่เอมิก็ยิ้มตอบ ก่อนจะเอ่ยต่อไป

“ฟังให้จบก่อนสิ... ถึงเกลจะดูเหมือนเป็นคนร้ายก็จริง แต่ว่า! ยังมีจุดที่น่าสงสัยอยู่สามอย่าง” เด็กสาวยกมือขึ้นชูเลขสามให้ทุกคนเห็น

“อย่างแรก เกลถือเลื่อยเข้าไปในห้องกลัซ แต่กลับไม่ใช้เลื่อยเป็นอาวุธ... ถ้าเขาเป็นคนร้ายจริง ทำไมถึงต้องเข้าไปหยิบแจกันมาเป็นอาวุธแทนเลื่อยที่ถืออยู่ด้วยละ?” คำพูดนั้นทำให้พวกตำรวจในห้องหันไปคุยกัน

“อย่างที่สอง ที่ประตูมีรอยนิ้วมือของเกลติดอยู่ แสดงว่าเขาไม่ได้สวมถุงมือเพื่ออำพลางรอยนิ้วมือ แต่ทำไมที่แจกันถึงไม่มีรอยนิ้วมือของเขาติดอยู่เลย?”

“เดี๋ยวก่อนสิ! เขาอาจจะสวมถุงมือหลังจากเข้าไปในห้องแล้วก็ได้ไม่ใช่รึ” ตำรวจคนหนึ่งท้วงขึ้น

“แล้วจะทำไปทำไม?” เอมิตอบกลับ “จะบอกว่าเขาอุตส่าห์พิมรอยนิ้วมือของตัวเองลงบนที่จับประตูเพื่อให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรกถ้าตำรวจมาพบในภายหลัง แล้วค่อยสวมถุงมือจับแจกันเพื่อไม่ให้มีรอยนิ้วมือนะเหรอ”

“นั่นสินะ... ถ้าผมเป็นคนร้าย ผมก็คงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีรอยนิ้วมือของตัวเองติดอยู่ที่เกิดเหตุ... เพราะผมอาจจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรกๆก็เป็นได้” ดิอัสเสนอความคิดของตน หลังจากนิ่งฟังมาสักพัก

“ใช่... แล้วก็อย่างที่สาม ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด... ถ้าสมมุติว่า เกลสวมถุงมือ หรือใช้ผ้าหรืออะไรก็ตาม จับแจกันขึ้นมาทำร้ายกลัซจริง... แล้วหลักฐารนั้น หายไปจากที่เกิดเหตุได้ยังไง?

จากการที่ฟงไปถึงที่เกิดเหตุแทบจะทันทีหลังได้ยินเสียงร้อง แสดงว่าเขาคงไม่มีเวลาทำลายหลักฐารอย่างแน่นอน แต่กลับไม่พบถุงมือหรือผ้าเซ็ตหน้าตามตัวของเกล หรือบริเวลนั้นเลย...” เอมิพูด “สรุปก็คือ คนร้ายไม่น่าจะใช่เกลหรอกนะ”

คำพูดนั้นทำให้เกลถอนหายใจเฮือก ที่ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัยเสียที แม้ว่าตำรวจอีกสองสามนายจะยังคงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆก็ตาม

“งั้น... ถ้าคนร้ายไม่ใช่เกล แล้วเป็นใครกันละ?” กวิณสักจะเริ่มรำคาญกับการอธิบายยืดเยื้อ เขาอยากจะให้คดีจบโดยเร็ว จะได้กลับบ้านสักที

“คนร้ายไม่ใช่คนนอก และไม่ใช่ทั้งฟงและกวิณที่มาถึงที่เกิดเหตุหลังเกล และเกลเองก็ไม่น่าจะใช่คนร้าย...” เอมิสรุปก่อนจะถามกลับ “ถ้างั้น คนร้ายคือใครกันละ...?

คำตอบนั้นก็คือ...

...

..

.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ไม่มี ยังไงละ”

หลังพูดจบ ทุกคนในห้องต่างก็นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกกับคำตอบที่ไม่คาดคิด

“เอ่อ... เอมิจ๊ะ ถ้าไม่มีคนร้าย แล้วคุณกลัซเขาหัวแตกได้ยังไงละ” สกายหันมาถามด้วยความสงสัย

“ใช่! นี่มันไม่ใช่เกมนักสืบนะ จะเดาสุ่มก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย!” ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย

“ไม่ได้เดาสุ่มสักหน่อย!” เอมิสวนกลับ “ฟังให้ดี! ต่อไปนี้เป็นการคาดเดาของฉันละนะ...

การที่เกลไปที่ห้องกลัซนั้น เดิมทีก็ไปเพื่อจะซ่อมท่อสินะ” เด็กสาวหันไปถามชายร่างใหญ่ เขาพยักหน้ารับแต่โดยดี

“งั้นแสดงว่า ท่ออาจจะมีปัญหา ทำให้มีน้ำล้นออกมาที่พื้น... สรุปก็คือ...ถ้าจะให้มีคนร้ายจริงๆละก็ คนๆนั้นก็คงเป็นกลัซน่ะแหละ!”

“หา! อย่าบอกนะว่า...” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ

“ใช่! กลัซเขาลื่นล้ม แล้วบังเอิญหัวไปฟาดเข้ากับแจกันในห้องก็เท่านั้นละ... ฉันถึงได้บอกไง ว่าเรื่องแค่นี้ทำไมต้องทำให้วุ่นวายกันด้วย เสียเวลาชะมัด... สกายกลับกันเถอะ” เอมิดึงแขนสกายออกไปจากห้อง แต่ก่อนไปก็ยังไม่วายหันกลับมา

“อ้อ แล้วอย่าลืมเรื่องค่าตอบแทนละ แล้วจะมาตามเก็บทีหลัง ขอบคุณที่ใช้บริการนะ” เด็กสาวยิ้มก่อนจากไป ทิ้งทุกคนที่อยู่ในห้องให้ตกอยู่ในบรรยากาษเงียบกริบ...

“...”

...เจ้ากลัซ! ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ จะไปตามล้างหนี้ให้หายแค้นแน่!
นั่นเป็นความคิดของใครบางคนภายในห้องแห่งนั้น...

...

และแล้ว คดีฆาตกรรมทำร้ายร่างกายปริศนาก็ปิดลงอย่างงดงาม...

Happy Ending(?)

 

 

จบแบบรวบรัดแปลกๆเนาะเรา =w= หรือจะยังมีต่อ?

จะเอาไปเขียนต่อ หรือเอาไปพูดกันในเมืองก็ตามสบายเลยนะคะ

จริงๆก็อยากดึงคนในเมืองมาเกี่ยวด้วยอีกเหมือนกัน แต่คิดไม่ค่อยออก เอาเป็นว่าคลี่คลายคดีไปเลยละกัน (ยังไงเอมิก็เป็นนักสืบนี่นะ)

ตอนแรกก็คิดอยู่นานเลยว่าจะให้เกลพ้นผิดยังไงดี เพราะสถานการณ์มันเอื้อให้เกลเป็นคนร้ายชะจริงจริ้ง ฮา

 ---------------

ส่วนอันนี้เป็น Color Palette ของเอมินะคะ

เสื้อผ้าส่วนใหญ่ๆก็จะสีม่วง ไม่ก็สีขาว หรือสีขาว+ม่วงค่ะ

ส่วนกางเกงก็จะใส่สีน้ำเงิน ไม่ก็สีน้ำตาลนะ

----------------------

ช่วงนี้กำลังติดการ์ตูนอย่างแรง อาจจะโผล่มาเป็นช่วงๆนะคะ ฮา...

edit @ 5 Apr 2009 18:11:56 by Ametiar

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า เราวาดแบบลวกมากกกกค่ะ ฮาๆ (2 ชม เสร็จ) จริงๆยังมีอีกตอนที่อยากเขียน แต่วาดไม่ได้ดั่งใจสักที เลย ช่างมันเถอะ! (เอาไว้ขยันขึ้นมาหน่อยค่อยไปวาดใหม่...)

ทำไมถึงใส่ชื้อว่า "ตำนานรัก..." เพราะเราไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่ากระไรดีค่ะ ฮาๆ ใส่ว่า "ตำนานรักสามเศร้า" ดีไหมนี่ หรือจะเป็นชื่ออะไรก็แล้วแต่คนอ่านละกันนะ =w=

จริงๆคิดอยากวาดเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจาก "นี่" และ "นี่" ค่ะ

เอาละ มาดูเรื่องต่อไปนี้กันเต๊อะ...

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

...

 

 

*ยืมไอเดียส่วรหนึ่งมาจากทรายซัง ฮุฮุ

 

ลายชื่อตัวละครที่(โดน)จับมาวาด(โดยไม่ได้บอกกล่าว)...

ท่านซามูไรกวิณ

ท่านซามูไรสกายคุง(จัง)

แม่นางฟง(?)

 

/me มาอัพเล็กน้อยแล้วเผ่นหนีไป~

ปล. แปะ

รูปเอมิ SD กับซ็อคโกแล็ต >w<

 

edit @ 17 Feb 2009 19:09:51 by Ametiar